call center : 02-756-0335
hotline : 086-3167436
(Aung San Suu Kyi)

เกิดเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2488 ที่ย่างกุ้ง บิดาชื่อนายพลอองซาน (ถูกสังหารในปี 2490 ขณะซูจีมีอายุ 2 ขวบ) มารดาชื่อ ซิ่นจี (Khin Kyi) เป็นลูกสาวคนสุดท้องในจำนวนพี่น้อง 3 คน พี่ชายคนโตชื่ออองซานอู ไม่ชอบการเมือง อาศัยอยู่ในเมืองศานดิเอโก ประเทศสหรัฐอเมริกา พี่ชายคนรองชื่อองซานลิน (จมน้ำตายตั้งแต่อายุ 8 ขวบ) ในปี 2503 นางติดตามมารดาไปอยู่อินเดีย ในตำแหน่งเอกอัครราชทูตพม่าคนแรกประจำอินเดีย-เนปาล
นางซูจีจึงได้เข้าเรียนที่ Convert of Jesus School ในกรุงนิวเดลี และจบปริญญาตรีสาขาปรัชญาที่ Lady Shriram College พ.ศ. 2507-2512 ไปศึกษาต่อที่ St.Hugh’s College ของมหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ด อังกฤษ สาขาปรัชญาการเมืองและเศรษฐศาสตร์ และได้พบกับไมเคิล อริส (Michael Aris) นักศึกษาวิชาอารยธรรมทิเบต
พ.ศ. 2512-2514 นางเข้าทำงานด้านการเงินที่องค์การสหประชาชาตินิวยอร์ก (ชื่นชอบมาร์ติน ลูเธอร์คิง) เป็นเวลา 3 ปี ในช่วงที่เลขาธิการองค์การสหประชาชาติคือ นายอูถั่น ชาวพม่า

พ.ศ.2515 แต่งงานกับ ดร.ไมเคิล อริส ไปอยู่ในภูฏานช่วงหนึ่ง ก่อนย้ายมาอยู่ลอนดอน มีบุตรชาย 2 คนคืออเล็กซานเดอร์กับคิม และได้เขียนหนังสือชีวประวัติของบิดาของนายพลอองซาน นางได้ศึกษาต่อในระดับปริญญาโท และจบปริญญาเอกจาก University of London ในปี 2528 เคยเป็นอาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยเกียวโต ญี่ปุ่น (ซูจีแต่งกายแบบสตรีพม่าเสมอ)
พ.ศ. 2529 นางซูจีเดินทางกลับมาพม่าเพื่อเยี่ยมมารดาที่ป่วยอยู่ โดยพาลูกชายทั้ง 2 คนมาด้วย และได้บวชเป็นสามเณรในพม่าทั้งคู่ (เขียนหนังสือประวัติของพ่อและสหาย 30 คนในปี 2525)
8 สิงหาคม พ.ศ. 2531 เกิดเหตุการณ์ใหญ่ที่เรียกกันว่า “จลาจล8888” ประชาชนพม่าประท้วงรัฐบาลทหารของนายพลซอหม่อง จนถูกปราบปรามอย่างหนัก มีผู้เสียชีวิต ถูกจับและหนีออกนอกประเทศหลายหมื่นคน นางซูจีเป็นหนึ่งในผู้นำครั้งนี้ด้วย
26 สิงหาคม พ.ศ. 2531 ขึ้นปราศรัยในที่สาธารณะเป็นครั้งแรกใกล้เจดีย์ชเวดากอง
18 กันยายน พ.ศ. 2531 นายพลซอหม่องได้ก่อตั้งคณะทหารสลอร์ค ออกกฎหมายห้ามชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า 4 คน
24 กันยายน พ.ศ. 2531 ได้ร่วมกันตั้งพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League for Democracy) หรือ พรรค NLD โดยนางเป็นเลขาธิการของพรรค และช่วงเดินตุลาคม-ธันวาคม นางและสมาชิกพรรคได้เดินทางไปในที่ต่างๆ เพื่อชี้แจงนโยบายพรรค
2 มกราคม พ.ศ. 2532 ประกาศในงานพิธีศพมารดาของนางใจความว่า “บิดา-มารดาของนางได้รับใช้ชาวพม่ามาแล้ว นางก็จะปฏิบัติตามบุพการีรับใช้ชาวพม่าต่อไป แม้จะทำให้ต้องเดินทางไปสู่ความตายก็ตาม นางต้องการต่อสู้แบบอหิงสา(สันติวิธี) ตามท่านมหาตมะคาธี”

15 เมษายน พ.ศ. 2532 ถูกทหารล้อมกรอบและเล็งปืนเข้าใส่ระหว่างการหาเสียงที่มณฑลอิรวดี
20 กรกฏาคม พ.ศ. 2532 ถูกสั่งจับด้วยข้อหาผิดกฎอัยการและถูกกักบริเวณอยู่ในบ้านพักของนาง ที่ถนนยูนิเวอร์ซิตี้ ริมทะเลสาบอินยา ห้ามพบปะติดต่อกับผู้ใด
10 ธันวาคม พ.ศ. 2534 บุตรชายทั้งสองของนางเป็นตัวแทนรับรางวัลดนเบลสาขาสันติภาพที่กรุงออสโล นอร์เวย์ ต่อมานานซูจีได้นำเงิน 1 ล้าน 3 แสนเหรียญสหรัฐฯ จากรางวัลโนเบล จัดตั้งกองทุนเพื่อสุขภาพและการศึกษาของชาวพม่า
10 กรกฏาคม พ.ศ. 2538 ได้รับการปล่อยตัวจากการกักบริเวณ หลังถูกกักเป็นเวลา 6 ปี
พ.ศ. 2539 ระหว่างการเดินทางไปปราศรัยในย่างกุ้ง นางถูกชายฉรรจ์ 200 กว่าคนพร้อมอาวุธเข้าล้อมรถ แต่ก็รอดพ้นมาได้ จึงทำให้รัฐบาลทหารสั่งกักบริเวณอีกครั้ง ด้วยเหตุผลที่ว่า เพื่อความปลอดภัยของนางซูจีเอง
พ.ศ. 2540 ดร.ไมเคิล อริสเป็นมะเร็ง รัฐบาลสหรัฐอเมริกา เลขาธิการสหประชาติและสันตะปาปาของหรัฐบาลออกวีซ่าให้เขาเดินทางมาพบนางซูจี แต่รัฐบาลปฏิเสธ และแนะนำให้นางซูจีเดินทางไปอังกฤษแทน นางปฏิเสธ เพราะรู้ดีว่าถ้านางเดินทางไปจะไม่สามารถกลับเข้ามาพม่าได้อีก ถือเป็นการตัดสินใจที่เสียสละใหญ่มาก เป็นที่ยอมรับจนขนานนามกันว่า “หญิงเหล็ก” ปราศรัยเก่ง สำนวนคมคาย
27 มีนาคม พ.ศ. 2542 ดร.ไมเคิล อิสเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง อายุ 53 ปี นางซูจีไม่ได้ไปร่วมงานศพ (เพราะจะกลับเข้าพม่าอีกไม่ได้)
พ.ศ.2543-2553 ถูกกับริเวณในบ้านและปล่อยตัวชั่วคราวอยู่หลายครั้ง
13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 นางได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสรภาพ บุตรชายชื่อคิมได้รับวีซ่าและเดินทางมาพบแม่เป็นครั้งแรก
19 สิงหาคม พ.ศ. 2554 นายพลเต็งเส่งประธานาธิบดีคนใหม่และเป็นคนแรกหลังจากมีการยกเลิกตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้เชิญนางซูจีให้เข้าพบ
1 เมษายน พ.ศ. 2555 ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนตำแหน่งที่ว่าง พรรคเอ็นแอลดีของนางซูจีได้รับเลือกมากถึง 43 ที่นั่งจาก 45 ที่นั่ง
1 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 นางซูจีเดินทางไปสาบานตนเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรเป็นครั้งแรก
29 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 เดินทางออกนอกประเทศเป็นครั้งแรก โดยเลือกมาประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมประชุมอีโคโนมิกฟอรั่มที่กรุงเทพฯซึ่งผู้เขียนบทความนี้คือ คุณจิระรัสมิ์ มนตรีมนัส (ไพรัตน์ สูงกิจบูลย์) ได้มีโอกาสพิเศษสุด ภาคภูมิใจมาก คือได้เป็นผู้นำบรรยายชมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาให้นางซูจีและผู้นำอาเซียนในช่วงการเดินทางไปร่วมรับประทานอาหารค่ำที่ราชนาวิกสโมสร ซึ่งนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรและรัฐบาลไทยเป็นเจ้าภาพ

18 มิถุนายน พ.ศ. 2555 เดินทางไปอังกฤษตามคำเชิญ และขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในรัฐสภาอังกฤษด้วย จากนั้นเดินทางไปทางยังนอร์เวย์ เพื่อเข้าพบ คณะกรรมการรางวัลโนเบล
15 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ประกาศตัวพร้อมรับตำแหน่งประธานาธิบดี ที่จะมีการเลือกตั้งในปี 2558 หลังจากเข้าร่วมประชุมใหญ่ประจำปีของสหประชาชาติที่กรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา นางพลเต็งเส่งยอมรับได้ แต่รัฐธรมนูญของพม่าระบุว่า บุคคลที่แต่งงานกับชาวต่างชาติไม่สามารถเข้ารับตำแหน่งสำคัญระดับประเทศได้
30 มกราคม พ.ศ. 2556 นางซูจี ผู้นำฝ่ายค้านและ สส.พม่า แสดงความมั่นใจว่ากองทัพพม่าจะสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญ อันจะทำให้นางมีโอกาสได้เป็นประธานาธิบดีในอนาคต
11 มิถุนายน พ.ศ. 2556 กล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมเวิลด์อีโคโนมิคส์ ฟอรั่ม (WEF) เอเชียตะวันออก ที่กรุงเนปิดอว์ เมืองหลวงของพม่าความว่า เธอเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีเนื้อหาขัดขวางเส้นทางการเป็นผู้นำประเทศของเธอคือ ห้ามบุคคลที่มีคู่สมรสหรือบัตรเป็นชาวต่างชาติลงสมัครเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งเป็นการยากมากก ต้องได้รับเสียบสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภามากกว่า 75% และนางขอเรียกร้องต่อชาวพม่าทุกคนให้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการปฏิรูปให้มากขึ้น เพื่อพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้ากว่าในปัจจุบัน
27 ตุลาคม พ.ศ. 2556 ประธานาธิบดีเต็งเส่งประกาศจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ บทมาตราที่กีดดันนางซูจีเป็นผู้นำประเทศ บทสรุปจะส่งให้รัฐสภาพิจารณาภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน ตำแหน่งประธานาธิบดีของเมียนมาร์มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม คือประชาชนเลือกผู้แทนเข้าไปในรัฐสภาสมาชิกรัฐสภาจะโหวตเลือกตั้งประธานาธืบดีอีกที ซึ่งจะทำให้นางพบอุปสรรคยิ่งใหญ่ เพราะมีโควตาของกองทัพ แต่งตั้งมาเป็น ส.ส. และส.ว. ถึง 25% ของที่นั่งทั้งหมดในรัฐสภา ซึ่งมีทั้งหมด 664 ที่นั่น เป็นวุฒิสภา 224 ที่นั่ง (แต่งตั้งจากกองทัพ 56 ที่นั่ง เป็นสภาผู้แทนราษฏร 440 ที่นั่ง (แต่งตั้งจากกองทัพ 110 ที่นั่ง) รวมทั้ง 2 สภามี 166 คน (25% ของทั้งหมด)
การแก้ไขรัฐธรรมนูญของพม่าต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภา 75%ขึ้นไป ผู้ที่ประกาศตัวลงแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคือ นายพลฉ่วยมาน ประธานสภาผู้แทนราษฏรคนปัจจุบันและหัวหน้าพรคยูเอสดีพี เขาได้กล่าวว่า หลังการเลือกตั้งปี 2558 มีความเป็นไปได้ว่า เมียนมาร์ จะมีการเลือกตั้งรัฐบาลผสม โดยจะดึงเอาฝ่ายค้านเข้ามาร่วมบริหารประเทศด้วย
ถ้าเป็นไปตามที่ฉ่วยมาน พูด นางอองซาน ซูจีคงจะได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และการเลือกตั้งครั้งต่อไปในปี 2563 ทั้งนางซูจีและฉ่วยมานหรือเต็งเส่งคงจะวางมือกันหมด เพราะวัยสังขารจะมีอายุ 75 ปีแล้ว
29 ตุลาคม 2556 ได้เข้าเฝ้าสันตะปาปาที่รัฐวาติกัน (ในห้องสมุดส่วนพระองค์) ได้เข้าพบประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีอิตาลี นางซูจีได้รับเกียรติให้เป็นพลเมืองกิตติมาศักดิ์ของอิตาลีจากผู้ว่าการกรุงโรม
ปี 2536 มีการลงนามสัญญาสงบศึก ยุติสงครามที่ยึดเยื้อมา 30 ปี ในตอนเหนือของพม่า กับพวกจีนฮ่อและองค์การเอกราชกะฉิ่น (Kachin Independence Organization-KIO) และยังมีข้อตกลงกับกลุ่มอื่นๆ อีก 14 กลุ่มตามมาอีกด้วย จนถึงปี 2538 มีเพียงกองกำลังของขุนส่าและกระเหรี่ยงเคเอ็นยูที่ยังไม่ได้ลงนามสัญญาสงบศึก ขณะเดียวกัน กลุ่มก่อการร้ายส่วนใหญ่กลายมาเป็นกลุ่มที่ถูกต้องตามกฏหมาย
ชาติตะวันตกต่างๆ มีการคว่ำบาตรพม่า และพม่าถูกกีดกันจากการขอกู้ยืมเงินจากธนาคารโลก และไม่ได้รับการช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund-IMF) แต่รัฐบาลพม่าก็ดึงดูดให้ประเทศในอาเซียน จีน ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา เข้ามาลงทุนทำให้อัตราการเจริญผลผลิตภายในประเทศ (GDP) เพิ่มขึ้น 6.5% แม้ว่ารายได้ต่อหัวของประชากรจะยังคงเป็น 235 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 10,500 บาทต่อปี) ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำมาก เท่ากับครึ่งหนึ่งของอินเดียเท่านั้น
จากนั้นได้มีการขยายวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยว จากเดิม 24 ชั่วโมงเป็น 1 เดือน และมีการออกธนบัตรใหม่ FEC (ธนบัตรที่ใช้ได้เฉพาะนักท่องเที่ยว) ซึ่งมีค่าเท่ากับอัตราของตลาดมืด แต่สหรัฐอเมริกาก็ยังกดดันพม่าให้มีรัฐบาลในระบบประชาธิปไตย ขณะเดียวกันพม่าได้จัดตั้งรัฐบาลผสมแห่งชาติของสหภาพพม่าและเป็นตัวแทนของประเทศอย่างถูกต้อง ตามกฎหมาย โดยตั้งสำนักงานพลัดถิ่นของตนขึ้นที่กรุงวอชิงตัน ดีซี
เมื่อนางอองซาน ซูจี ได้รับอิสรภาพจากการถูกจำกัดบริเวณในบ้านของเธอ (เป็นเวลานานถึง 6 ปี) ตั้งแต่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2532 ถึง 10 กรกฎาคม 2538 นางได้ให้สัมภาษณ์ครั้งแรกแก่หนังสือพิมพ์ ถึงความเต็มใจที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาลทหารพม่าเพื่อหาข้อแก้ไขอย่างสันติในการ่างรัฐธรรมนูญถ้าหากปัญหาเกิดพบทางตัน
ต่อมาพม่าได้รับเชิญเป็นทางการให้เข้าประชุมประจำปีของอาเซียน (ASEAN) ที่บรูไน ที่นั่นเอง พม่าได้ลงนามในสนธิสัญญาความเป็นมิตรและความร่วมมือ ทำให้พม่าได้รับสถานภาพเป็นผู้สังเกตการณ์โดยอัตโนมัติของกลุ่มอาเซียน และมีนโยบายเป็นไปในทางสร้างสรรค์ เป็นการสนับสนุนความตั้งใจของรัฐบาลปัจจุบันที่จะให้มีการปฏิรูปที่เป็นอย่างช้าๆ แต่สันติ ดังคำกล่าวของนายพลขิ่นยุ้นต์ (Khin Nyunt) เลขาธิการของสภาลอร์คว่า “ในทันที่ที่มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ฝ่ายรัฐบาลทหารพม่าจะส่งคืนอำนาจให้แก่รัฐบาลพลเรือนโดยเร็ว”
มาถึงปี 2540 พม่าก็ได้เข้าเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือสมาคมอาเซียน (ASEAN) และในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2540 สภาฟื้นฟูกฎหมายและระเบียบวินัยแห่งรัฐสภาสลอร์ค (State Law and Order Restoration Conuncil-SLORC) ได้เปลี่ยนชื่อเป็นสภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ (State Peace and Development Concil-SPDC)
7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2533 คณะรัฐบาลทหารพม่า หรือฮุนตา จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในครั้งแรกในรอบ 20 ปี พรรคการเมืองที่กองทัพหนุนหลัง ชื่อว่า “สหภาพสามัคคีและการพัฒนา” (USDP) เป็นผู้ชนะครองเสียงข้างมากในสภาได้ 259 ที่นั่ง ท่ามกลางข้อครหาว่าจัดฉากและไม่โปร่งใส
13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 นางอองซาน ซูจี ได้รับการปล่อยตัวการถูกกักบริเวณในบ้านพักนาน 7 ปีครึ่ง หลังจากถูกกักบริเวณครั้งล่าสุดเริ่มในปี 2546 หลังจากที่นางได้ประณามอันธพาลที่สนับสนุนรัฐบาลได้จีมตีขบวนรถของเธอ และถูกกักบริเวณเพิ่มอีกในปี 2552 เมื่อนางให้ที่พักพิงชายชาวอเมริกันผู้ว่ายน้ำข้ามทะเลสาบไปพบนางที่บ้านพักโดยไม่ได้รับเชิญ รวมแล้วนางถูกกักบริเวณเป็นเวลาถึง 21 ปี
30 มีนาคม 2554 พลเอกอาวุโสตานฉ่วย อดีตประธาน SPDC และผู้กุมอำนาจสูงสุดบนเวทีของการเมืองพม่า ออกประกาศยุติบทบาทของ SPDC แต่ยังมีอิทธิพลกุมบังเหียนในการปกครองในประเทศ ทั้งเต็งเส่งถิ่นมินต์อู และตูระฉ่วยมาน ต่างก็เป็นอดีตนายทหารผู้ใกล้ชิดพลเอกตานฉ่วย รวมทั้งผู้บัญชาการทหารสูงสุดคือ พลเอกมินอ่องหล่าย ก็เป็นผู้ใกล้ชิดแนบแน่นกับพลเอกตานฉ่วยและพลเอกอาวุโสหม่องเอ รัฐธรรมนูญให้อำนาจผู้บัญชาการทหารสูงสุดประเทศสภาวะฉุกเฉินและยึดอำนาจจากรัฐบาลในยามบ้านเมืองตกอยู่ในสภาวะล่อแหลมต่ออธิปไตยและความมั่นคงของชาติ
นอกจากนี้ยังมีนักธุรกิจชั้นนำคอยให้การสนับสนุน อาทิ มหาเศรษฐีเทย์ซา (ลูกเขยนายพลตานฉ่วย) เจ้าของบริษัทเครือ Htoo Treding Company ผู้มีบทบาทในการสั่งซื้ออาวุธให้กับกองทัพพม่า และมหาเศรษฐีขิ่นฉ่วย เจ้าของบริษัทประมูลที่ดินรายใหญ่และทรงอิทธิพลต่อสื่อต่างชาติ ในการเสริมภาพลักษณ์ให้กับรัฐบาลเมียนมาร์
Cr. บทความจากคุณจิระรัสมิ์ มนตรีมนัส (ไพรัตน์ สูงกิจบูลย์) จากหนังสือ “มิงกะลาบา เมียนมาร์”

ทัวร์ญี่ปุ่น
ทัวร์ยุโรป
ทัวร์แอฟริกา
ทัวร์ญี่ปุ่นพรีเมี่ยม
ทัวร์ยุโรปพรีเมี่ยม
ทัวร์ตะวันออกกลาง
ทัวร์จีน
ทัวร์อเมริกา
ทัวร์รัสเซีย
ทัวร์เอเชีย
ทัวร์โอเชียเนีย
ทัวร์เรือสำราญ



















ทัวร์เอเชีย
ทัวร์ญี่ปุ่น
ทัวร์จีน
ทัวร์เกาหลี
ทัวร์ฮ่องกง
ทัวร์มาเก๊า
ทัวร์ไต้หวัน
ทัวร์พม่า
ทัวร์เวียดนาม
ทัวร์ลาว
ทัวร์สิงคโปร์
ทัวร์มาเลเซีย
ทัวร์บรูไน
ทัวร์เขมร
ทัวร์ฟิลิปปินส์
ทัวร์บาหลี
ทัวร์อินเดีย
ทัวร์เนปาล
ทัวร์ศรีลังกา
ทัวร์ภูฏาน
ทัวร์ทิเบต
ทัวร์ปากีสถาน
ทัวร์ยุโรป
ทัวร์สแกนดิเนเวีย
ทัวร์โครเอเชีย
ทัวร์เนเธอร์แลนด์
ทัวร์อังกฤษ
ทัวร์สวิตเซอร์แลนด์
ทัวร์อเมริกา
ทัวร์แคนาดา
ทัวร์เม็กซิโก
ทัวร์บราซิล
ทัวร์โอเชียเนีย
ทัวร์ออสเตรเลีย
ทัวร์นิวซีแลนด์
ทัวร์แอฟริกา
ทัวร์เคนย่า
ทัวร์ตะวันออกกลาง
ทัวร์ตุรกี
ทัวร์ดูไบ
ทัวร์จอร์แดน
ทัวร์อียิปต์
ทัวร์โมรอคโค
ทัวร์ตะวันออกกลางอื่นๆ
ทัวร์รัสเซีย
ทัวร์จอร์เจีย
ทัวร์อุซเบกิสถาน
โปรแกรมที่ร่วมรายการบัตรเครดิต

